(มลพิษจากเสียงและความสั่นสะเทือน ) นโยบายป้องกันและขจัดมลพิษภายใต้นโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๕๙


(มลพิษจากเสียงและความสั่นสะเทือน ) นโยบายป้องกันและขจัดมลพิษภายใต้นโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๕๙

สถานการณ์

  • มลพิษจากเสียงและความสั่นสะเทือน เป็นปัญหาที่พบในเขตชุมชนและพื้นที่ต่างๆ ที่มีการขยายตัวของการคมนาคมขนส่งและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและเมืองศูนย์กลางความเจริญในส่วนภูมิภาค แหล่งกำเนิดมลพิษทางเสียงที่สำคัญคือ ยานพาหนะ สถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจากผลการตรวจสอบค่าระดับเสียงเฉลี่ยในเวลา 24 ชม. บริเวณริมเส้นทางการจราจรในกรุงเทพมหานคร และบริเวณพื้นที่ต่างๆในจังหวัดสมุทรปราการ ปี พ.ศ.2537 พบค่าระดับเสียงสูงสุดในช่วง 74-84 เดซิเบลเอ และ63-78 เดซิเบลเอตามลำดับ ซึ่งงเป็นระดับเสียงงที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการได้ยินของมนุษย์ตามที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของอเมริกา(U.S.EPA) เสนอแนะไว้คือ ระดับเสียงเฉลี่ 24 ชม.จะต้องไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ สำหรับแหล่งกำเนิดมลพิษทางการสั่นสะเทือนนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ในขบวนการอุตสาหกรรม การก่อสร้างและการขนส่ง การตอกเสาเข็ม การขุดเจาะ การระเบิดย่อยหินรวมทั้งกิจกรรมในชุมชนบางอย่าง มลพิษทางความสั่นสะเทือนนี้มีผลให้อาคารบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างแตกร้าวหรือทรุดตัวได้ และมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน รวมทั้งยังก่อเหตุเดือดร้อนต่อประชาชนด้วย
     
  • การแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงและการสั่นสะเทือนในระยะที่ผ่านมา ได้มีการดำเนินการกำหนดระดับเสียงของรถยนต์และเรือ ดำเนินการโครงการนำร่องตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงจากเรือในคลองแสนแสบ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการควบคุมระดับเสียงจากเรือทั่วประเทศ และดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงจากรถราชการในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเขตควบคุมมลพิษ รวมทั้งโครงการฝึกอบรมช่างเทคนิคประจำอู่ปรับแต่ง และซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ ส่วนการกำหนดมาตรฐานระดับเสียงทั่วไปและระดับเสียงจากแหล่งกำเนิด เช่น อากาศยาน สถานประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม ยังอยู่ในดำเนินการอยู่ จึงทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้เพียงระดับหนึ่ง นอกจากนี้ปัจจุบันขาดการบังคับใชักฎหมายที่มีอยู่อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญในการปฏิบัติงาน ขาดการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และประการสำคัญคือ ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในวิธีการแก้ไขปัญหาอีกด้วย จึงทำให้ปัญหาดังกล่าวยังมีอยู่และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงเพิ่มขึ้น ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ 

เป้าหมาย

  1. ควบคุมระดับเสียงโดยทั่วไปในทุกพื้นที่ของประเทศให้มีค่าเฉลี่ย 24 ชม. ไม่เกิน 70 เดซิเบลเอ
  2. ควบคุมระดับเสียงและความสั่นสะเทือนจากแหล่งกำเนิดให้ได้ตามมาตรฐาน ได้แก่ ระดับเสียงของยานพาหนะ ระดับเสียงและความสั่นสะเทือนของสถานประกอบการและชุมชน

นโยบายและแนวทางดำเนินการ

นโยบายป้องกันและขจัดมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน ประกอบด้วยนโยบาย 3 ประการ

  1. ป้องกัน ควบคุม และการแก้ไขให้ระดับเสียงและความสั่นสะเทือนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและการได้ยิน รวมทั้งไม่รบกวนความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
  2. ให้มีมาตรฐานควบคุมระดับเสียงและความสั่นสะเทือนจากแหล่งกำเนิดทุกประเภท
  3. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน มีส่วนร่วมในการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน

แนวทางดำเนินการ

1. แนวทางด้านการจัดการ

1 กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมแยกจากแหล่งชุมชน และที่อยู่อาศัย
2 จัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการ เพื่อการป้องกันและขจัดมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน
3 ติดตามตรวจสอบและวิเคราะห์ระดับเสียงและความสั่นสะเทือนโดยทั่วไปและจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั่งจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน
4 ใช้มาตรการผังเมืองเพื่อการกำหนดและควบคุมพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับกิจกรรม และอุตสาหกรรม ที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงและความสั่นสะเทือน
5 กำหนดให้กิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือนต้องมีเขตกันชนโดยรอบ


2. แนวทางด้านการลงทุน

1 ให้มีการสร้างระบบติดตามตรวจสอบระดับเสียงและความสั่นสะเทือนภายในเขตควบคุมมลพิษ เขตเมืองหลัก และเขตนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
2 ส่งเสริมการลงทุนด้านการผลิตอุปกรณ์ที่ลดปัญหามลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน

 


3. แนวทางด้านกฎหมาย

1 กำหนดและปรับปรุงค่ามาตรฐาน และวิธีการตรวจวัดระดับเสียงและความสั่นสะเทือน ทั้งในสิ่งแวดล้อมทั่วไป และจากแหล่งกำเนิดให้เหมาะสมและทันต่อสถานการณ์
2 กำหนดประเภทของแหล่งกำเนิดมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือนที่ต้องควบคุม
3 เร่งรัดและส่งเสริมการดำเนินงานของหน่วยงานเพื่อการควบคุมระดับเสียงและความสั่นสะเทือนให้เป็นไปตามกฏหมายอย่างมีประสิทธิภาพ


4. แนวทางด้านการสนับสนุน

1 ให้การศึกษาและฝึกอบรมด้านมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป
2 สนับสนุนงานวิจัยด้านการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน
3 ยกเว้นหรือลดภาษีให้มากขึ้นสำหรับกิจกรรมหรือวัสดุอุปกรณ์สำหรับป้องกัน ควบคุมและแก้ไขมลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน
4 สร้างกลไกอาสาสมัคร และรณรงค์ให้ประชาชนเกิดความตระหนัก และมีส่วนร่วมในการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหามลพิษทางเสียงและความสั่นสะเทือน