“ขยะพลาสติก”ปัญหาเร่งด่วนชาติเศรษฐกิจก้าวหน้า


“ขยะพลาสติก”ปัญหาเร่งด่วนชาติเศรษฐกิจก้าวหน้า

10 ตุลาคม 2562

 

ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/850347

หลังจากประเทศจีน และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมใจปิดประตูไม่รับขยะพลาสติกนำเข้าจากประเทศต่างๆ ประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าในซีกโลกตะวันตกก็อยู่ลำบาก เพราะต้องหาทางแก้ปัญหาขยะกองมหึมาตามเมืองต่างๆ รวมทั้งปริมาณขยะใหม่ที่มีทุกวัน หลายประเทศจึงออกมาตรการแบนผลิตภัณฑ์จากพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และสนับสนุนให้มีการตั้งโรงงานผลิตพลังงานจากขยะ เมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ รัฐบาล และบริษัทในประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าจึงเร่งหามาตรการต่างๆเพื่อปรับเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรมีค่าต่อระบบเศรษฐกิจ หลังจากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศกลุ่มจี20 เห็นพ้องร่วมกันที่จะเลิกใช้พลาสติกและแก้ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลให้ได้ภายในปี 2593 และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ เจ้าหน้าที่ระดับคณะทำงานของชาติสมาชิกจี20 จะประชุมร่วมกันในประเทศญี่ปุ่นเพื่อหาแนวทางต่างๆรับมือกับขยะพลาสติก ขยะพลาสติกกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกวิตกกังวลหลังจากประเทศจีนประกาศเลิกนำเข้าพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งจะถูกนำไปใช้ผลิตเสื้อผ้าและวัสดุประเภทอื่นๆ โดยเมื่อปี 2560 จีนนำเข้าขยะพลาสติกประมาณ 7 ล้านตัน ก่อนจะสั่งห้ามนำเข้าขยะพลาสติกอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าขยะพลาสติกเหล่านี้ก่อมลพิษแก่แม่น้ำสายต่างๆและทะเล ซึ่งการประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติกของประเทศจีน ผู้ที่เดือดร้อนมากคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยยอดส่งออกขยะพลาสติกไปประเทศจีนของประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วงลงเหลือประมาณ 4 หมื่นตันในปี 2561 จากปริมาณ 1.1 ล้านตันในปี 2557 ขณะที่การส่งออกขยะพลาสติกของประเทศญี่ปุ่นไปประเทศจีนปรับตัวลงเหลือ 5 หมื่นตัน จากปริมาณการส่งออก 9.5 แสนตัน หลังจากจีนปิดประตูไม่ต้อนรับขยะพลาสติกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นจุดหมายปลายทางต่อไปของบรรดาชาติเศรษฐกิจก้าวหน้าทั้งหลาย เริ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งออกขยะพลาสติกมายังประเทศมาเลเซียในปริมาณ 2 แสนตัน ส่วนประเทศญี่ปุ่น ก็ส่งออกขยะพลาสติกมาที่ประเทศไทย ในปริมาณประมาณ 1.9 แสนตัน อย่างไรก็ตามในทุกวันนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่สามารถทดแทนจีนได้100% โดยในปี 2561 ประเทศญี่ปุ่นส่งออกขยะพลาสติกในปริมาณ 1 ล้านตันเทียบกับปีก่อนหน้านี้ที่ส่งออกขยะพลาสติกไปประเทศจีนในปริมาณ 1.6 ล้านตัน โดยคาดว่าปริมาณที่เหลืออีก 6 ล้านตันยังคงอยู่ในประเทศญี่ปุ่น สถานการณ์ขยะพลาสติกเริ่มแย่ลง เมื่อหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มเดินตามรอยประเทศจีนที่แบนนำเข้าขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ประกาศแผนส่งขยะพลาสติกทั้งหมดกลับประเทศต้นทาง “ขยะพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ในประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าอาจจะมีปลายทางเป็นแค่ขยะไร้ค่าในประเทศต่างๆอย่างประเทศฟิลิปปินส์ ” ขณะที่ อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัดที่ได้รับการแก้ไขแล้ว กำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามส่งออกพลาสติกที่ฝังอยู่ใต้ดินโดยให้มีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม ปี 2564 ปัจจุบันนี้พลาสติกที่ถูกเผาทำลายในประเทศญี่ปุ่นมีประมาณร้อยละ 60 ซึ่งฮิเดชิเกะ ทากาดะ ศาสตราจารย์จากคณะเทคโนโลยีด้านการเกษตรมหาวิทยาลัยโตเกียว มองว่าการสนับสนุนให้รีไซเคิลด้วยความร้อนเป็นวิธีการที่สวนทางกับการรับมือปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยน โดยเฉพาะกระบวนการเปลี่ยนแปลงความร้อนจากการเผาพลาสติกไปเป็นพลังงาน ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่น กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขาจะหารือกับประเทศต่างๆในประชาคมโลกเกี่ยวกับความพยายามของประเทศญี่ปุ่นที่จะลดปริมาณขยะพลาสติกในมหาสมุทร ขณะที่สหภาพยุโรป กล่าวว่า เตรียมเผาทำลายขยะพลาสติกประมาณร้อยละ 40 และที่เหลืออีกร้อยละ 30 จะใช้วิธีฝังกลบ และเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สภายุโรปได้ลงคะแนนเสียงห้ามผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาได้นำขยะพลาสติกฝังกลบใต้ดินในสัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมดที่มี ส่วนบริษัทผลิตเคมีภัณฑ์จากทั่วโลกก็เริ่มลงมือเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน ด้วยการตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อยุติการใช้ขยะพลาสติกพร้อมทั้งให้เงินอุดหนุน 1.5 พันล้านดอลลาร์สำหรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บรรดานักธุรกิจทั้งระดับผู้นำและระดับปฏิบัติการจากบริษัทต่างๆประมาณ 500 คน ได้ประชุมหารือร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แต่หนึ่งในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกล้นประเทศ คือการนำขยะประเภทนี้ไปรีไซเคิลเป็นพลาสติกลูกกลมๆเล็กๆ จากนั้นก็นำไปผลิตเป็นเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆต่อไป ซึ่งปัจจุบัน มีบริษัทญี่ปุ่นชื่อ“เอเซอิ”มีฐานการผลิตที่อิบารากิ รีไซเคิลขยะพลาสติกและส่งผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆที่เกิดจากการรีไซเคิลไปประเทศจีนในสัดส่วนมากถึงร้อยละ 80 ด้วยกัน