กรีนพีซจี้ผู้นำอาเซียนเลิกค้าขยะพลาสติก


กรีนพีซจี้ผู้นำอาเซียนเลิกค้าขยะพลาสติก

19 มิถุนายน 2562 

 

กรีนพีซเรียกร้องที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ร่วมกำหนดนโยบายระดับภูมิภาค ยุติการค้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมการผลิตและการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และออกแถลงการณ์ร่วมรับมือวิกฤติขยะพลาสติกในภูมิภาค ผู้อำนวยการประจำประเทศฟิลิปปินส์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในงานแถลงข่าว“อาเซียนไม่ใช่ถังขยะของโลก”ว่า ขณะนี้ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญกับปัญหาการนำเข้าขยะเป็นประเด็นใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ภูมิภาคอาเซียนก็ตกอยู่ในปัญหานี้ และอาเซียนยังคงเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนย้ายขยะของประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคที่ส่งออกมากำจัดทิ้งที่นี่ แนวโน้มการนำเข้าขยะพลาสติกในอาเซียนสูงขึ้น โดยมีประเทศมาเลเซีย มากเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 872,797 ตัน รองลงเป็นเวียดนามอันดับสอง 492,839 ตัน อันดับ 3 เป็นไทย 481,381 อันดับ 4 เป็นอินโดนีเซีย 320,452 ตัน และอันดับ 5 เมียนมา 71,050 ตัน ดังนั้นประเทศในอาเซียนควรมีการผลักดันร่วมกันเพื่อบังคับใช้การห้ามนำขยะพลาสติกในระดับภูมิภาค รวมถึงขยะพลาสติกที่นำเข้า โดยอ้างว่านำมารีไซเคิล นอกจากนี้ประเทศในอาเซียนจะต้องให้สัตยาบันในข้อแก้ไขการห้ามส่งออกของเสียอันตราย ภายใต้อนุสัญญาบาเซล (Basel Ban Amendment) เพื่อป้องกันการเล็ดลอดข้ามพรมแดนของกากขยะอันตราย “ที่ผ่านมาการค้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในนามของการรีไซเคิล หรือการใช้ประโยชน์ของวัสดุที่เป็นวัตถุดิบ แต่กากของเสียที่นำเข้ามาส่วนใหญ่มีปลายทางที่หลุมฝังกลบหรือถูกนำไปเผาในพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ” นอกจากนี้สาเหตุที่ประเทศต่างๆ มุ่งส่งออกขยะมายังประเทศในอาเซียน ส่วนใหญ่จากการที่มีกฎหมายหละหลวม แรงงานราคาถูก มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและโรงงานต่ำ ทำให้ถูกกดดันจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้านผู้ประสานงานรณรงคกรีนพีซ ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่ามาเลเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เป็นเป้าหมายในการส่งออกขยะพาสติกและรีไซเคิลจากสหรัฐ และอียู ส่วนใหญ่จากประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาไร้พรมแดน และเป็นประเด็นใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน และระดับโลก ที่ต้องการให้ผู้นำประเทศวางกลยุทธ์และกำหนดนโยบายระดับประเทศ และภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนยุติการนำเข้าขยะจากประเทศต่างๆ รวมถึงการผลักดันนโยบายโดยมีเป้าหมายให้ประเทศต่างๆทั่วโลกหยุดการผลิต และใช้พลาสติก “นี่คือความท้าทายร่วมกันของอาเซียน สมาชิกอาเซียนทุกประเทศต้องออกแถลงการณ์ร่วมกันอย่างเร่งด่วนเพื่อยุติการนำเข้าขยะพลาสติกเข้ามาในภูมิภาค และวางระบบเพื่อสนับสนุนโลกที่ยั่งยืน ปราศจากพลาสติกใช้ครั้งเดียวทั้ง” ด้านผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ (Earth Foundation) เปิดตัวรายงานการศึกษาการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ระหว่างปี 2557-2561 (จนถึงเดือน มิ.ย. 62) ว่าการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์มายังประเทศไทยมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น และส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชุมชนโดยเฉพาะในพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่จีนเข้มงวดมาตรการห้ามนำเข้าขยะพลาสติกในปี 2561 ซึ่งก่อนหน้านี้จีนเป็นประเทศเป้าหมายที่ประเทศต่างๆ ส่งออกขยะพลาสติก ทำให้จีนเกิดปัญหาขยะล้น และพยายามที่จะส่งออกระบายขยะพาสติกไปยังประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนอย่างไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเมียนมา สำหรับประเทศไทยแล้ว จีนส่งออกขยะพาสติกมายังไทยประมาณ 63,753 กิโลกรัมในปี 2561 และจีนยังได้มีการตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะในไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีอีก 81 ประเทศทั่วโลกมายังได้ส่งออกขยะมายังประเทศไทย อาทิ สหรัฐ แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย “หากแต่ผู้นำรัฐบาลเห็นโอกาสการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ประชาชนต้องจ่ายค่ารักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ประเมินราคาได้ หากผู้นำอาเซียนยอมรับถึงความรับผิดชอบในการพัฒนาความมั่นคงที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียวตามพันธกิจของอาเซียนที่มีต่อระเบียบวาระ ปี 2573 โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นั่นหมายถึงว่า ต้องยุติการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกสเข้ามาในภูมิภาค โดยอ้างความต้องการประเทศพัฒนาทันที” ขณะที่ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเรียกร้องผู้นำอาเซียน 10 ประเทศ ออกแถลงการณ์ร่วมที่มีต่อวิกฤติขยะพาสติกในภูมิภาค พร้อมกันนี้ กรีนพีซได้เสนอยุทธศาสตร์ 3 ประการต่อชาติอาเซียนได้เร่งดำเนินการขับเคลื่อนเร่งด่วน ดังต่อไปนี้ 1. ประเทศสมาชิกอาเซียนทำงานร่วมกันเพื่อบังคับใช้การห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระดับภูมิภาค รวมถึงกากของเสียที่นำเข้ามาในนามของการรีไซเคิล โดยรับรองว่าประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดจะให้สัตยาบันในข้อแก้ไขการห้ามส่งออกของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซลเพื่อป้องกันการเล็ดลอดข้ามพรมแดนของกากของเสียอันตราย 2. การสร้างนโยบายระดับภูมิภาคแบบองค์รวมที่มุ่งสู่การลดการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างมีนัยสำคัญและเอื้อให้เกิดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำและระบบทางเลือกในการจัดส่งและกระจายสินค้า และ 3. การผลักดันกรอบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีความยั่งยืนและเป็นธรรมบนพื้นฐานของแนวทางขยะเหลือศูนย์ (zero waste)ที่ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึ่งพาแบบแผนการถลุงใช้ทรัพยากร การผลิต การบริโภคและการเกิดของเสียอย่างไร้ขีดจำกัด

ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/838252