อินโดนีเซียส่งตู้คอนเทนเนอร์ขยะ คืนตะวันตกเพิ่มอีก 49 ตู้


อินโดนีเซียส่งตู้คอนเทนเนอร์ขยะ คืนตะวันตกเพิ่มอีก 49 ตู้

3 กรกฎาคม 2562

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย กระทรวงสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซียออกแถลงการณ์เรื่องการส่งตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 49 ตู้ ที่อัดแน่นไปด้วยขยะทั้งสิ่งปฏิกูลทั่วไป พลาสติกที่ยากแก่การรีไซเคิลหรือถึงขั้นรีไซเคิลไม่ได้ และ “ขยะพิษ” หลายชนิด กลับคืนไปยังท่าเรือต้นทางใน “กลุ่มชาติที่พัฒนาแล้ว” ที่ในรอบนี้ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี และฮ่องกง โดยเรือบรรทุกสินค้าทยอยลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์ออกจากท่าเรือในเมืองบาตัม บนหมู่เกาะรีเยา ทางตอนเหนือของประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาลจาการ์ตาเกิดขึ้นเกือบ 1 เดือนหลังการส่งตู้คอนเทนเนอร์บรรจุขยะ 5 ตู้กลับคืนท่าเรือต้นทางในเมืองซีแอตเทิลของประเทศสหรัฐอเมริกา แม้บริษัทเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ตั้งอยู่ในประเทศแคนาดาก็ตาม และอยู่ระหว่างตรวจสอบ “ตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัย” อีกอย่างน้อย 65 ตู้ด้วย ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจะมีการประกาศส่งกลับคืนไปยังท่าเรือหรือประเทศต้นทางในอีกไม่นานนี้ ในเวลาเดียวกัน สื่อท้องถิ่นหลายแห่งในประเทศออสเตรเลียรายงานว่าในบรรดาตู้คอนเทนเนอร์ที่ประเทศอินโดนีเซียเชื่อว่ามี “ขยะผิดกฎหมาย” ซุกซ่อนอยู่นั้น เป็นขยะของประเทศออสเตรเลียมากถึง 13 ตัน และส่วนใหญ่มาจากผู้ประกอบการในเมืองเมลเบิร์น ทั้งนี้ แม้ประเทศอินโดนีเซียติดอันดับหนึ่งในประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุด แต่การที่ประเทศอินโดนีเซียยังคงรับซื้อขยะพลาสติก “ที่รีไซเคิลได้” กลายเป็นการเปิดโอกาสให้แก่บางประเทศในการลักลอบซุกซ่อนขยะอื่นมาด้วย เนื่องจากประเทศจีนยกเลิกการนำเข้าขยะหลายชนิดรวมถึงขยะพลาสติก ตั้งแต่เดือนม.ค. ปีที่แล้ว และโรงงานรีไซเคิลส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองบาตัม สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ไม่น้อย นอกจากนี้ความเคลื่อนไหวของประเทศอินโดนีเซียเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังเรือบรรทุกสินค้าที่รัฐบาลแคนาดาว่าจ้างให้ไปขนตู้คอนเทนเนอร์บรรจุขยะ 69 ตู้กลับจากประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปลายเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา เทียบท่าที่รัฐบริติชโคลัมเบีย เมื่อต้นสัปดาห์นี้ และที่ประชุมผู้นำ 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ร่วมให้การรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน ในการประชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนมิ.ย. ด้วย

ที่มา: https://www.dailynews.co.th/foreign/718218