จี้รัฐฟื้น’ตาวิเศษ’ปรับ-ประจาน คนมักง่ายทิ้งขยะลงทะเล


จี้รัฐฟื้น’ตาวิเศษ’ปรับ-ประจาน คนมักง่ายทิ้งขยะลงทะเล

26 สิงหาคม 2562


  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแผนการผลักดันเศรษฐหมุนเวียน (เซอร์คูล่า อีโคโนมี) ว่าต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการดูแลการจัดการขยะของไทยให้มีศักยภาพ โดยเฉพาะปัญหาการทิ้งขยะในทะเลตามแหล่งท่องเที่ยวของไทย โดยให้นำมาตรการที่เคยใช้เช่น มาตรการตาวิเศษ ที่สามารถกระตุ้นคนไทยเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะได้มาก ซึ่งต้องใช้เป็นมาตการเข้มข้น ดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น เจ้าของเรือ โรงแรม รีสอร์ท ผู้ประกอบการเรือ เพราะกลุ่มนี้รู้กฎระเบียบดี และผู้ทิ้งขยะควรได้รับการลงโทษ และถูกประณาม “ปัญหาเรื่องขยะพลาสติกในทะเลเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่สะสมมานาน ที่ผ่านมามีผลศึกษาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา พบว่า ไทยเป็นประเทศที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุดเป็นอันดับที่ 6 ของโลก รองจากประเทศจีน, อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม,ศรีลังกา ซึ่งการจัดการขยะเอกชนทำคนเดียวไม่ได้ต้องร่วมกับรัฐเราอยากให้มีการประชาสัมพันธ์ในการคัดแยกขยะซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน้าที่รัฐ ขยะบางส่วนยังสามารถไปทำโรงไฟฟ้าได้สิ่งนี้ต้องหนุนอย่างเต็มที่ การฝังกลบคงไม่ใช่คำตอบทั้งหมดต้องมีการแก้ไขกฏหมายขยะให้เป็นวาระแห่งชาติ” ทั้งนี้ส.อ.ท.ได้ร่วมดำเนินโครงการความร่วมมือภาครัฐ เอกชนและภาคประชาสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาขยะและพลาสติกอย่างยั่งยืนหรือ พีพีพี พลาสติก ล่าสุดมีสมาชิก 34 องค์กร มีเป้าหมายเปลี่ยนขยะพลาสติกกลับมาเป็นทรัพยากรและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการให้ความรู้และความเข้าใจในการจัดการพลาสติกหลังการใช้เพื่อให้สามารถลดขยะพลาสติกในทะเลไทยได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ในปี 2567 โดยขณะนี้ได้มีการหารือกับภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนด้วยการออกมาตรการในภาคบังคับหลายด้าน รองประธานกลุ่มอุตฯพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่ากลุ่มพีพีพีฯ อยู่ระหว่างหารือกับภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการออกมาตรการบังคับทางกฏหมายที่จะกำหนดให้ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีของภาครัฐนำร่องจำหน่ายถุงพลาสติกให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการแทนการให้ฟรีเช่นปัจจุบันโดยเบื้องต้นได้เสนอไว้ที่ระดับ 2 บาทต่อถุงแล้วนำเงินรายได้ดังกล่าวมาจัดสรร 3 ส่วนได้แก่ จำนวน 25 สตางค์ให้ห้างฯ ร้านดังกล่าวนำไปทำกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ,จำนวน 50 สตางค์ส่งเข้ากองทุนพลาสติกที่บริหารโดยสถาบันพลาสติกสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมมาดำเนินงาน และจำนวน 1.25 บาทมอบให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินำไปบริหารจัดการขยะภาพรวม “กำลังคุยกันในคณะอนุกรรมการจัดการขยะพลาสติกซึ่งอยู่ภายใต้บอร์ดสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยคณะนี้ก็มีตัวแทนจากคลังอยู่ด้วยแล้วเพราะเรื่องนี้บอร์ดสิ่งแวดล้อมเองต้องการให้คลังพิจารณากฎหมายด้านภาษีที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่ต้องการให้ออกมาตรการแล้วมีปัญหาโดยเฉพาะในเรื่องของรายได้ที่เกิดขึ้นจากการจำหน่ายถุงเพราะจะเป็นเรื่องของกำไรที่เห็นว่าส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงไม่อยากให้นำมารวมไว้ โดยเบื้องต้นกองทุนภายใต้สถาบันพลาสติกนี้จะมีเงินประมาณ 200-300ล้านบาทต่อปี ซึ่งพีพีพีฯ สามารถของบส่วนนี้มาดำเนินงานได้ คาดว่าแนวทางทั้งหมดจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ในปี 2563 “ ที่มา: https://www.dailynews.co.th/economic/727863