คพ. ลงนามความร่วมมือจัดทำฐานข้อมูลขยะพลาสติก


คพ. ลงนามความร่วมมือจัดทำฐานข้อมูลขยะพลาสติก

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) โดย นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และ สถาบันพลาสติก (สพต.) โดย นายเกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง ความร่วมมือด้านการจัดทำฐานข้อมูลขยะพลาสติกของประเทศไทย เพื่อสร้างแหล่งข้อมูลเพื่อสนับสนุนระบบในการจัดการกับขยะพลาสติก
นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า คพ. จะจัดทำฐานข้อมูลขยะพลาสติก โดยใช้แนวคิด Material Flow Analysis ประกอบด้วย ปริมาณเม็ดพลาสติกชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตและนำเข้าในประเทศไทย ปริมาณที่ใช้ในการแปรรูปเม็ดพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์ซึ่งมีการใช้ครั้งเดียว ปริมาณขยะพลาสติกชุมชน ปริมาณขยะผลิตภัณฑ์พลาสติกชนิดต่าง ๆ ปริมาณการจัดเก็บ ปริมาณและสัดส่วนการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ในรูปแบบต่าง ๆ ปริมาณและสัดส่วนการจัดการที่ถูกต้อง ปริมาณและสัดส่วนการจัดการที่ไม่ถูกต้อง ปริมาณและสัดส่วนที่อยู่ในหลุมฝังกลบ ปริมาณ และสัดส่วนที่คาดการณ์ว่าจะตกค้างในสิ่งแวดล้อมเช่นแม่น้ำและทะเล ฐานข้อมูลนี้ จะสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนใช้เป็นข้อมูลในการนำเสนอระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นข้อมูลสำหรับเป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการขยะพลาสติกของไทยที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
โดยปริมาณขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นคิดเป็น ร้อยละ 12 ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมด หรือประมาณ 2 ล้านตัน ต่อปี มีการนำขยะพลาสติกกลับไปใช้ประโยชน์เฉลี่ยประมาณปีละ 0.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือ 1.5 ล้านตัน ถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบหรือเตาเผา บางส่วนตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งขยะพลาสติกเหล่านี้ใช้เวลาย่อยสลายนานนับ 100 ปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว คพ. จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในการดำเนินงานในครั้งนี้ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลขยะพลาสติกที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการสร้างแหล่งข้อมูลเพื่อสนับสนุนระบบในการจัดการกับขยะพลาสติก ที่จะนำไปสู่การเชื่อโยงการทำงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป รวมไปถึงการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในเชิงประเภทและปริมาณเพื่อนำไปต่อยอดในทางธุรกิจของภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้การจัดการกับขยะพลาสติกภายในประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น