ขยะพลาสติก ในสังคมโลกปัจจุบัน


ขยะพลาสติก ในสังคมโลกปัจจุบัน

26 เมษายน 2562

 

จีนขอปิดประตูไม่รับขยะพลาสติกใช้แล้วจากทั่วโลก รวมไปถึงวัสดุเพื่อการรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ได้อีกครั้งทั้งหมด เพราะจีนจะปกป้องสิ่งแวดล้อมของตัวเองและคุณภาพอากาศ

จากเศษขยะพลาสติกที่กองสุมกันอยู่ในชุมชนของประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงขยะพลาสติกจากโรงงานในสหรัฐอเมริกาไปจนถึงออสเตรเลีย จนต้องมาเจอกับคำสั่งห้ามของจีนว่าจะไม่รับขยะพลาสติกจากทั่วโลกอีกแล้ว ทำเอาธุรกิจรีไซเคิลถึงกับปั่นป่วนไปหมด

หลายปีก่อนหน้านี้ จีนเคยรับขยะพลาสติกจากทั่วโลก เพื่อนำกลับมาผลิตเป็นวัตถุดิบคุณภาพดีกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา จีนขอปิดประตูไม่รับขยะพลาสติกใช้แล้วจากทั่วโลก รวมไปถึงวัสดุเพื่อการรีไซเคิลหรือนำกลับมาใช้ได้อีกครั้งทั้งหมด เพราะจีนต้องการที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมของตัวเองและคุณภาพอากาศ ปล่อยให้ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายหาที่ทิ้งขยะกันเอาเอง

อาร์โนลด์ บรูเนต์ ผอ.กลุ่มอุตสาหกรรมสำนักอินเตอร์เนชั่นแนล รีไซคลิ่ง ที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียมบอกว่า เหมือนกับแผ่นดินไหวยังไงยังงั้น เพราะจีนคือตลาดใหญ่ที่สุดของการรับวัสดุมารีไซเคิล เมื่อมาเจอคำสั่งห้ามไม่ขอรับอีกแล้ว จึงเป็นเหมือนการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในตลาดโลก ดังนั้นพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วเหล่านี้จึงถูกเปลี่ยนเป้าหมายแล้วส่งตรงมาที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน

มาเลเซียประเทศใช้ภาษาจีนในการสื่อสารแม้จะเป็นคนกลุ่มน้อยก็ตาม ถือเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของจีนสำหรับวัสดุรีไซเคิล ซึ่งต้องหาสถานที่ใหม่ และข้อมูลของทางการระบุว่า ปริมาณพลาสติกใช้แล้วที่นำเข้ามาเพิ่มสูงขึ้นสามเท่าจากปี 2559 เป็น 870,000 ตันของเมื่อปีที่แล้ว

ในเมืองเล็ก ๆ อย่างเจนจารอมไม่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มีโรงงานแปรรูปพลาสติก ซึ่งมีพลาสติกใช้แล้วกองมหึมา แต่กลับส่งกลิ่นเหม็นอันตรายวันแล้ววันเล่า กองขยะพลาสติกใช้แล้วเหล่านี้ทิ้งไว้ในที่โล่งแจ้ง สะสมทับถมกันมาเพราะขยะจากสินค้ามีเข้ามาทุกวัน เช่น อาหารและผงซักฟอก ขยะแบบนี้มีทั้งในเยอรมนี สหรัฐอเมริกาและบราซิล

ชาวบ้านใกล้เคียงเริ่มตระหนักถึงกลิ่นเหม็นแสบจมูกไปทั่วเมือง เพราะมันคือกลิ่นเหม็นที่เกิดจากการแปรรูปพลาสติก แต่นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมเชื่อว่า บางกลิ่นนั้นก็เกิดจากเผาให้เป็นเถ้าของขยะพลาสติกเพราะเป็นพลาสติกคุณภาพต่ำเกินกว่าที่จะนำมารีไซเคิล ชาวบ้านเมื่อได้กลิ่นเหม็นแบบนี้ถึงกับบอกว่า กลิ่นเหม็นโจมตีพวกเขาทำให้ต้องลุกขึ้นมากลางดึก ไอกันตลอด นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้อ่อนเพลีย

ชาวบ้านในชุมชนจึงเริ่มตรวจสอบจน ถึงกลางปีที่แล้วถึงได้พบว่า มีโรงงานแปรรูปพลาสติกอยู่ทั้งหมด 40 โรงงานด้วยกัน แต่หลายโรงงานด้วยกันที่แอบเปิดกันอย่างลับ ๆ โดยไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง การร้องเรียนจึงดังไปถึงทางการ ชาวบ้านพยายามกดดันต่อไปจนกระทั่งรัฐบาลถึงได้เคลื่อนไหวและใช้มาตรการจัดการกับโรงงานไม่ถูกต้องเหล่านี้ด้วยการสั่งปิดและประกาศไม่รับเอาขยะพลาสติกจากต่างประเทศเข้ามาอีกแล้ว

ปรากฏว่ามี 33 โรงงานด้วยกันถูกสั่งปิด แต่นักเคลื่อนไหวเชื่อว่า โรงงานเหล่านี้คงจะย้ายไปตั้งที่อื่น แต่คงอยู่ในประเทศนี่แหละ คุณภาพอากาศดีขึ้น แต่ที่ทิ้งขยะพลาสติกยังอยู่

ออสเตรเลีย ยุโรป สหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศซึ่งมีขยะพลาสติกเริ่มขวนขวายหาที่ทิ้งขยะใหม่ แต่ก็ต้องเจอกับค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นในกระบวนการแปรรูปขยะพลาสติก ในบางรายถึงกับต้องรีบส่งไปทำพื้นที่ถมทะเลเพราะปริมาณกองขยะสะสมเพิ่มขึ้น

บางคนจึงต้องรีบปรับแก้ไขให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ เช่นให้ศูนย์ท้องถิ่นดำเนินการเรื่องการรวบรวมสิ่งของที่รีไซเคิลได้ในเมืองแอดิเลดทางใต้ของออสเตรเลีย ซึ่งศูนย์นี้เคยจัดส่งขยะ ทุกอย่างตั้งแต่พลาสติก กระดาษและแก้วไปยังประเทศจีน แต่ตอนนี้เหลือเพียงแปรรูปโดยบริษัทท้องถิ่นเพียงร้อยละ 80 เท่านั้น และที่เหลือก็ส่งไปยังอินเดีย

ในจีนแผ่นดินใหญ่ การนำเข้าขยะพลาสติกลดลงไปจากเดือนละ 600,000 ตันในปี 2559 เหลือเพียงเดือนละ 30,000 ตันในปี 2561 ข้อมูลรวบรวมโดยกลุ่มอนุรักษ์กรีนพีซและองค์กรพัฒนาเอกชนโกลบอล อัลลิแอนซ์ ฟอร์ อินซิเนเรเตอร์ แอลเทอร์นาทีฟ ซึ่งเมื่อล้มเลิกศูนย์รีไซเคิลลงได้แล้ว บริษัทที่รวบรวมขยะรีไซเคิลก็ต้องหาทางส่งต่อไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย ไทย และเวียดนามจึงได้รับผลกระทบจากคำสั่งห้ามไม่รับขยะพลาสติกจากทั่วโลก และจะต้องจำกัดการนำเข้าขยะพลาสติก แต่มีขยะบางอย่างที่ถูกเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศอื่นที่ไม่มีกฎระเบียบเข้มงวด เช่น อินโดนีเซีย และตุรกี ข้อมูลจากรายงานของ กรีนพีซ ซึ่งเคท หลิน นักเคลื่อนไหวของกรีน พีซ บอกว่า วิธีการแก้ปัญหามลพิษจากพลาสติก ที่ทำได้อย่างเดียวในขณะนี้ คือ ลดการผลิตพลาสติกลง

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/705793